สูตรเด็ด…มาแล้ววว

กลับมาแล้วค่ะ มิตรรักแฟนบล๊อคทุกท่าน  คิคิคิ คือแบบว่าบีหายไปปีนึงพอดิบพอดีทุกท่านคงอยากทราบว่าบีหายไปไหน แตน แต่น แตน แต๋น บีหายไป … มีน้องมาค่า ไปเป็นคุณแม่ของลูกน้อยมา คิคิคิ หนึ่งปีที่ผ่านไปบีไม่ได้หายไปเฉยๆๆนะคะ บีไปเก็บข้อมูลมาเพียบ ทั้งการลดน้ำหนักสำหรับสาวสามสิบ สาวออฟฟิตทั้งหลายที่ไม่อยากออกกำลังกาย บีมีสูตรเด็ดเคล็ดลับมาบอกกันจ้า  และในส่วนของคุณแม่มือใหม่อยากลดน้ำหนัก การให้นมลูก การอยู่ไฟ โอ๊ย … สารพัดเรื่องราวร้อยแปดเลยค่ะ แต่ที่บีมาในวันนี้ บีอยากบอกทุกคนว่า คิดถึงนะคะ แล้วบีคิดว่าช่วงนี้บีจะขยันเข้ามาอัพบล๊อคได้บ้างแล้วค่ะ จึงอยากให้ แฟนๆๆ บล๊อคทุกท่าน ช่วยโหวตกันเข้ามานะคะว่า อยากอ่านเรื่องอะไรกันบ้างจ้า แต่ตอนนี้บีขอสารภากับทุกท่านเลยนะคะ ว่าช่วงที่มีน้องเนี่ย บีละเมิดกฎของตัวเองทุกอย่าง ทั้งกินทุกเวลาที่หิว บำรุงสุดๆๆ จนน้ำหนักขึ้นมา 25-27 โลได้ พอคลอดลูกแล้ว ยังต้องบำรุงต่อเนื่อง เพราะต้องให้นมลูกไปอีกอย่างน้อย หกเดือน ซึ่งตอนนี้เพิ่งจะเข้าเดือนที่สี่ และยังมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และจะต้องแบกรับอยู่อีกประมาณเกือบ 20 โล จะอดข้าวก็ไม่ได้ ทั้งยังต้องบำรุงเต็มที่เพื่อให้เจ้าตัวน้อยได้รับสารอาหารครบอีก มันถึงทางที่บีจะต้องตัดสินใจค่ะว่า จะต้องอยู่กับตัวเอง มีความสุขในแบบอ้วนๆๆ กินเต็มที่ หรือจะเลือกทางสุดท้ายที่จะช่วยบีไม่ให้ อืดกับสารรูปตัวเองต่อไปได้ คือ บีต้องไปออกกำลังกายแล้วค่าาาาา บีอยากให้ทุกท่านเป็นกำลังใจให้บีด้วยนะคะ แล้วบีจะมาเล่าให้ฟังค่ะ ว่าผู้หญิงที่ซึ่งไม่รักการออกกำลังกายขั้นเทเนี่ยจะเป็นยังไงบ้าง ในเรื่อง ตามติดชีวิตบีค่าาา แต่วันนี้บีมีกำลังใจดีๆๆ มาฝากกันสำหรับ คนอ้วน หรือคุณแม่ทั้งหลายที่เพิ่งคลอด แล้วรูปร่างยังไม่เหมือนเดิม บีอยากให้แง่คิดดีๆๆ ในการมองโลกในแง่บวกกันค่ะว่า “ตอนที่น้ำหนักเราขึ้นเนี่ย เราใช้เวลา เรากินเป็นเดือนๆๆ หรือเราอ้วนมาเป็นปีๆๆ สำหรับคนท้อง อย่างน้อยก็ต้อง เก้าหรือสิบเดือน การที่เราจะผอมเลยภายในเดือนหรือสองเดือนมันคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเราต้องมีความยายาม และ อดทนเป็นอย่างยิ่งเื่อให้ได้รูปร่างเดิมของเรากลับมา มันไม่ง่าย แต่มันก็คงไม่ยากเกินไป ที่สำคัญคือความอดทน และ ต้องชนะใจตัวเอง “ คำกล่าวนี้เื่อนรักบีพูดให้กำลังใจกันมาค่ะ บีขอมาบอกต่อนะคะ และอย่าลืม ส่งกำลังใจมาให้บีกันเยอะๆๆนะคะ วันนี้ขอลาไปก่อนนะคะ บ๊าย บายยยยย วู้ๆๆๆ

Advertisements

I will always to LOVE u

“ยังจำกันได้ไหม ไม่เจอตั้งนานเธอลืมหน้าฉันคนนี้แล้วหรือยัง” ได้ยินเสึยงเพลงนี้ทำให้บีนึกถึงคนๆนึง ซึ่งมีความสำคัญกับบีมากๆ เขาเป็นสเหมือนหัวใจของบีเลยก็ว่าได้ แต่เราสองคนไม่ได้พบ ไม่ได้พูดคุยกันมาตั้ง 8 ปีแล้ว สิ่งที่บีคิดถึงก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ สถานที่เดิม กับคนคนเดิมซึ่งบางครั้งบีก็รู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้ๆ คอยเป็นห่วง คอยให้กำลังใจคนนิสัยไม่ดีๆ อย่างบี คนที่บีทำให้เขาผิดหวังกับเรื่องเดิมๆ บีไม่เคยประสบความสำเร็จแม้สักครั้งในด้านความรัก…แต่บีรู้รักแท้มีอยู่จริงเสมอ บางครั้งบีก็พยายามข่มใจว่าบีคิดไปเองว่าเขายังห่วง ยังคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ เขาไม่อยู่แล้ว อย่าพยายามพันธนาการเขา แต่บีเห็นแก่ตัวเกินไป บีทำไม่ได้ บียังคิดถึงเขาอยู่เสมอ ตั้งแต่วีนจากบีไป ไม่มีวันไหนเลยสักวันเดียวที่รู้สึกมีความสุขกับความรักได้อย่าง มั่นคง อบอุ่น อิ่มเอม เท่ากับตอนที่วีนอยู่ข้างๆ ยิ่งบีโตขึ้นเจอความโหดร้ายของสังคมมากเท่าไหร่ เหมือนรักของบีคือวีนเท่านั้น เขาคือคนที่ใช่ หากย้อนเวลากลับไปได้บีอยากให้ตอนนั้น ความคิดบีเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ในวันที่วีนบอกบีว่า “ทำไมคนอื่นๆ บอกว่าเราไม่ค่อยเข้ากันเลยนะ” วันนั้นบีจะไม่ยอมปล่อยวีนไปเด็ดขาด ประโยคที่บีอยากบอกกับวีนมากที่สุดในปีที่ 8 เขาจะไม่พูดว่าแล้วแต่ตัวเด็ดขาด ไม่ว่าตอนนั้นวีนจะอยู่ที่ไหนบีต้องไปหาวีนให้ได้ ขอแต่พบหน้า สบตา แล้วกอดวีนไว้ จะไม่ให้ไปไหนเด็ดขาด “ตัวจำได้ไหมที่ตัวเคยพูดว่าจะถลำลึกแล้วนะ ตอนนี้ตัวยังรู้สึกดีๆกับเค้าอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่เราอย่าทำแบบนี้เลยนะ เรารักกันสองคนมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่รู้ว่าเราเข้ากันได้หรือไม่ได้ ตัวอย่าให้คนอื่นมาตัดสินเราเลยนะ ถ้าเราเข้ากันไม่ได้จริงๆเค้าจะยอมรับ แต่จะไม่ใช่เพราะเราแคร์คนอื่นมากกว่าหัวใจเราเอง เค้ารักตัวนะ เค้าขอร้องเราพยายามปรับตัวขึ้นอีกนิดได้ไหม นะ นะ” บีจะจับมือวีนไว้ไม่ยอมปล่อยเลย บีจะไม่ยอมเฉยๆไปอย่างเด็ดขาด “เค้าอยากกอดตัว” “เราดีกันนะ” กว่าเค้าจะรู้ว่ารักตัวมากขนาดไหนมันก็สาย สายไปแล้วจริงๆ ไม่มีวันไหนเลยที่เค้ายังอยากมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ มีเพียงหน้าที่ทดแทนพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ทำให้บียังจำเป็นต้องหายใจต่อ มาถึงตอนนี้แล้วบีแทบอยากจะจำเรื่องของวีนให้ได้ละเอียดกว่านี้ จำวันที่เราเรากันทุกๆวัน ประโยคทุกประโยคที่เคยสื่อสารกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดและมากที่สุด คือ หากฉันย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะขอไปแก้ไขให้เขาไม่ตาย แต่สุดท้ายเรื่องของฉันกับเขาจะเป็นอย่างไร ก็แค่ไหน แค่นั้น อย่างน้อยฉันก็จะได้เห็นคนที่ฉันรักเจริญเติบโต มีความสุขอย่างที่เขาเป็น เขาไม่ต้องกลฃับมารักบีก็ได้ แต่ขอแค่มีชีวิตอยู่ก็พอ ดอกไม้ที่วีนให้บีไว้บีจะเก็บรักษาไว้อย่างดี และเป็นดอกไม้ดอกเดียวจริงๆที่ดีใจที่ได้รับและอยากจะเก็บไว้แทนตัว แทนใจ แทนความคิดถึง ขอโทษนะที่บียังร้องไห้อยู่ทั้งๆที่วีนเคยขอ แต่บีทำไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ ผู้ชายใหล่ตั้ง คิ้วเข้ม ผิวขาว ปากแดง ผมหยักโศก ตัวผอมๆ สูงตามมาตรฐาน เล่นบอลเก่ง ปากไม่ดี โง่คำนวณ เก่งภาษา

ขอให้เราเป็นเนื้อคู่กันไปทุกชาติ ขอให้บีได้เจอวีนอีก แล้วอย่าปล่อยบีไปง่ายๆอย่างวันนั้นอีกนะ เพราะบีก็จะไม่ปล่อยวีนไปง่ายๆเหมือนกันที่รักสุดหัวใจ ตอนนี้บีทำได้แค่เพียง ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด มีลมหายใจ แต่ไม่มีหัวใจ บีเหมือนคนไม่เหลืออะไร และนี่เป็นคำขอร้องของคนไม่เหลืออะไร

Share my life,Take me for what I am.’Cause I’ll never change All my colors for you.

Take my love,I’ll never ask for too much,Just all that you are And everything that you do.

I don’t really need to look Very much further/farther, I don’t wanna have to go Where you don’t follow.I will hold it back again, This passion inside. Can’t run from myself,There’s nowhere to hide.
(Your love I’ll remember forever.)

Don’t make me close one more door,I don’t wanna hurt anymore.
Stay in my arms if you dare,Or must I imagine you there.
Don’t walk away from me.
I have nothing, nothing, nothing
If I don’t have you, you

You see through, Right to the heart of me.You break down my walls
With the strength of your love.

I never knew Love like I’ve known it with you.
Will a memory survive,One I can hold on to?

I don’t really need to look Very much further/farther,
I don’t wanna have to go Where you don’t follow. I will hold it back again,This passion inside.Can’t run from myself,There’s nowhere to hide.
(Your love I’ll remember forever.)

06.08.2554

promise we will meet again 43 years
8 years later

สวย เริ่ด เชิด โสด

ความโสดความเหงาทำอะไรเราไม่ได้เลย ความเหงาเป็นเพื่อนที่ดีทำให้เราเอาอ้อมแขน
กลับมากอดตัวเองได้อย่างเต็มที่ ความโสดทำให้เรารู้จักที่จะสนุกกะชีวิตโดยไม่ต้องแคร์ว่าเค้าจะชอบหรือไม่ ปล่อยตัวเองจากพันธนาการที่เราแค่ยึดเอาไว้เวลาเราอ่อนแอ
กอดตัวเอง กอดเพื่อนแท้ กอดมิตรภาพ ดีกว่าเอาทั้งตัวทั้งใจไปให้ใครก้อไม่รู้
ดูแลเราก้อไม่ดีแถมทำเราร้องไห้ บีขอเป็นแฟนพันธ์แท้ความโสด อิสระ ลั้นลาเต็มที่ จบข่าว!!!!

“เพราะว่าความยากลำบากไม่ได้คงอยู่ตลอดไป, ผมทนได้ครับ”

ใครที่เคยท้อแท้แล้วรู้สึกแย่กับชีวิตเหมือนชีวิตไม่มีทางออก ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ บีไปขอยืมมาจากเวปพี่แจมที่พี่เขาน่ารักมากๆๆ มีแง่คิด ข้อคิดอะไรหลายอย่างในบทความนี้ บียอมรับและนับถือกับผู้ชายที่ชื่อเจย์ พาร์ค จริงๆ เพราะโลกมายาแห่งเกาหลีเคยหันหลังให้เขามาแล้ว แต่เป็นเพราะความเข้มแข็ง กำลังใจ แฟนคลับ ความเป็นตัวตนของเขาทำให้เขากลับมายืนในจุดที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แม้จะโดนแกล้งบ้าง รังแกบ้าง แต่การมองโลกในแง่บวกของเขาไม่ธรรมดาเลย กับผู้ชายไม่ธรรมดาคนนี้ค่ะ

เมื่อเสียงเพลงในสตุดิโอได้หยุดลงชั่วขณะ เขาเริ่มร้องเพลง แม้ว่าจะเป็นแค่ชั่วเวลาสั้นๆ เพื่อเปลี่ยนไฟ แต่แทนที่เขาจะยืนรอเฉยๆ แต่เขากลับเต้น เจย์บอกว่า “จริง ๆ แล้วผมควรที่จะต้องฝึกซ้อมให้เป็นเรื่องเป็นราวนะครับ, ผมคิดว่าผมสนุกไปกับการเต้นมากไปหน่อย” นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมมันจึงยากที่จะจินตนาการว่าเขาจะออกห่างจากเวที แม้ว่าจะผ่านไปนานถึง 1 ปี 6 เดือน ที่เขาได้ก้าวออกจากเวทีทั้งหมดในคราเดียว เขาได้ให้คำนิยามตัวเองว่าเป็น “นักร้อง-แรพเปอร์-บีบอย” ในอัลบั้มโซโล่แรกของเขาที่มีชื่อว่า Take a deeper look พวกเราได้พบกับเจย์ปาร์ค คนที่พวกเรารู้จัก หรือบางทีเขาอาจจะเป็นคนที่พวกเราไม่รู้จักเลยก็เป็นได้

10asia ได้เริ่มต้นทำงานและได้ปรากฎตัวทางรายการเพลงต่างๆ อีกครั้ง รู้สึกอย่างไรบ้าง?
Jay Park: โอเคเลยหล่ะครับ ผมคิดว่าแฟนๆ ต้องการมันมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้ พวกเขาต้องการที่จะเห็นผมในรายการเพลงทางทีวีอีกครั้ง และสุดท้ายผมก็กลับมาอีกครั้ง ผมรู้สึกขอบคุณมากครับ

10asia ได้ร้องได้เต้นคนเดียวบนเวทีในรายการเพลง รู้สึกอย่างไรบ้าง?
Jay Park: ผมจัดงานแฟนมีทติ้งเยอะมากครับและมันก็เสร็จไปเมื่อปลายปี ดังนั้นมันเลยไม่ได้รู้สึกแปลกๆ ที่จะยืนบนเวทีเพียงลำพัง แต่การออกรายการเพลงทางโทรทัศน์ด้วยตัวเองในครั้งแรกมันค่อนข้างยากนิดหน่อยฮะ เพราะกล้องจะโฟกัสที่ผมตลอดเวลา ดังนั้นผมจึงไม่รู้ว่าผมจะคอนโทรลการมองกล้องของผมยังไงดี ฮ่าๆๆ และก่อนหน้านี้ท่อนที่ผมต้องเต้นค่อนข้างเยอะครับ เนื่องจากท่อนร้องของผมมีแค่นิดหน่อย แต่ตอนนี้ผมต้องร้องเพลงตั้งต้นเพลงจนจบเพลงเลยครับ ซึ่งผมจะต้องทำให้มันออกมาดีทุกอย่างเลย

“ผมเคยเป็นกังวลเกี่ยวกับความนิยม”

10asia คุณจะต้องมีอะไรหลายๆ ที่จะต้องคิดต้องทำ ทั้งการทำอัลบั้ม และการที่ต้องยืนบนเวทีด้วยตัวเอง คุณคิดว่าส่วนไหนที่คุณให้ความสำคัญกับการแสดงบนเวทีของ abandoned?
Jay Park อันดับแรกเลยนะฮะ ผมคิดว่าท่าเต้นที่นักออกแบบท่าเต้นจะต้องออกแบบมาให้เข้ากับเพลงให้ดี ปัญหาอย่างเดียวที่มีก็คือ แล้วผมจะแสดงสดไปด้วยได้ยังไงกัน? ดังนั้นผมเลยไม่ได้เต้นในช่วงท่อนที่ 2 ของเพลงครึ่งนึง มันมีส่วนที่ข้ามไปเยอะมาก (ไม่ได้เต้น) แต่ผมก็ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าผมก็สามารถเต้นได้ดีเหมือนกับแดนเซอร์คนอื่นๆ หรือดีกว่าพวกเขาด้วยครับ

10asia บอกตรงๆ นะ พวกเราคาดหวังว่าจะได้เห็นเวทีที่ทรงพลังพร้อมกับอะโครบาติกและการเต้นบีบอย มีเหตุผลอะไรรึเปล่าที่คุณปรับเปลี่ยนการเต้นของคุณให้ดูสงบนิ่งและหนักแน่นในทุกๆ จังหวะการเคลื่อนไหว?
Jay Park อืมมมม ทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าผมสามารถแสดงอะโครบาติกได้ พวกเขาดูมันมาพอแล้วครับ, ผมคิดว่ามันชัดเจนอยู่แล้วว่าผมทำได้ อีกอย่างนึงผมก็รักสไตล์การเต้นของนักออกแบบท่าเต้นของผมด้วย ผมไม่สามารถอธิบายมันด้วยคำพูดได้อะฮะ แต่มันรู้สึกเหมือนกับว่ามันมีอารมณ์ซ่อนอยู่ในท่าเต้นนั้นด้วย มันไม่ได้รู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นการเต้นอะครับ มันเป็นอะไรที่ดูแข็งแรงและความรู้สึกซึ่งถูกควบคุมไว้

10asia มันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่ Dok2 และ The Quiett ผู้ซึ่งร่วมทำงานในอัลบั้มของคุณขึ้นไปบนเวทีมิวสิคแบงค์กับคุณในอาทิตย์แรก ตอนประกาศผลด้วย พวกเขาคือศิลปินที่คุณจะไม่ได้เห็นเลยตามรายการการจัดอันดับเพลงเคป๊อปทั่วไป

Jay Park : Dok2 เคยออกทีวีตอนที่เขาทำกิจกรรมอยู่ในทีม “All Black” ครับ แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ออกอีกเลย ผมรู้สึกว่าพวกเราชนะอันดับหนึ่งด้วยกันครับ เนื่องจากผมชนะในเพลงที่มีด๊อกกี้ร่วมฟีีทด้วย ด๊อกกี้แรพและประพันธ์เพลงได้แจ่มมากครับ เขาเป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมนะ ผมรู้สึกแย่ที่หลายๆ คน ไม่ทราบถึงเรื่องนี้ และผมก็หวังว่าคนอื่นๆจะได้รู้จักเขามากขึ้น ด๊อกกี้ได้แนะนำผมให้รู้จักกับพี่เงียบครับ และหลังจากนั้นพวกเราก็สนิทกันมาก พี่เงียบก็เป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมเช่นกันครับ สไตล์ดนตรีของเขาแตกต่างกับด๊อกกี้มาก แต่พวกเราก็สนใจในดนตรีฮิปฮอปซึ่งก็คือสิ่งเดียวกัน

10asia แน่นอนว่าอัลบั้มนี้เป็นอะไรที่สำคัญมาก เนื่องจากมันคือการคัมแบ็คอย่างเป็นทางการของคุณในฐานะศิลปินเดี่ยว คุณไม่ได้ทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ชื่อดัง หรือทำการโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่ ฯลฯ แต่อัลบั้ม TADL นี้กลับดูเหมือนมันจะเป็นอัลบั้มที่ทำกันแบบ “ครอบครัว” ของเจย์ปาร์ค (ทำแค่กับคนที่รู้จักสนิทสนมเป็นครอบครัวเดียวกันไรงี้) หรืออาจจะบอกได้ว่า อัลบั้มนี้คือการทำงานร่วมกันระหว่าง เจย์ปาร์ค AOM ด๊อกกี้ และ The Quiett จาก ILLIONAIRE records แบบนี้ มันเลยไม่เหมือนกับสิ่งที่คนทั่วไปอาจจะได้คาดหวังไว้

Jay Park : แน่นอนครับ, แต่ด้วยความสัตย์จริงนะ ผมไม่มีความคิดเหล่านั้นในหัวผมเลยจริงๆ เพราะผมไม่ได้จินตนาการว่าอะไรคือสิ่งที่คนอื่นๆ คาดหวังไว้ ก่อนอื่นเลยนะครับ ทุกคนไม่ได้รู้จักผมจริงๆ พวกเขาเคยเห็นผมในฐานะส่วนหนึ่งของทีม ดังนั้นผมมั่นใจเลยว่าพวกเขาไม่รู้หรอกว่าดนตรีแบบไหนที่ผมชอบ และดนตรีแบบไหนที่ผมจะนำเสนอออกมา บวกกับมันคงไม่น่าสนใจหากผมนำเสนอแต่สิ่งเดิมๆ เหมือนก่อนหน้านี้ ดังนั้นผมเลยทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำ 100% เลยครับ ผมเขียนเพลงทั้งหมดเอง ทำงานร่วมกับคนที่ผมอยากจะทำงานด้วย ผมแค่อยากจะโชว์ให้เห็นว่าผมสามารถทำมันได้แม้ว่าผมจะไม่ได้ทำงานร่วมกับคนดัง เพื่อนของผมชาช่าคนที่ทำงานเพลงร่วมกับผม ด๊อกกี้ หรือพี่เงียบ ทุกคนล้วนไม่ใช่คนดัง โอ้ววว ผมหมายถึงพวกเขาดังนะครับ แต่ว่าก็ไม่ดังเหมือน will.i.am. แน่นอน ฮ่าๆๆๆ (ไปว่าเค้าว่าไม่ดัง จากนั้นก็คิดได้ว่า เฮ้ย ตรูไม่ควรพูดนะ ฮ่าๆๆๆ จริงๆ แล้วด๊อกกี้กับพี่เงียบเป็นคนดังในวงการฮิปฮอปเกาหลีมากค่ะ ถ้าให้เปรียบเทียบเห็นกันง่ายๆ กับศิลปินบ้านเราก็น่าจะประมาณบุดด้าเบลส ก้านคอคลับ อะไรแบบนี้อะคะ แต่ที่ไม่เหมือนก็คือ ด๊อกกี้และเงียบเป็นเจ้าของค่ายเพลงเอง หุๆๆ)

10asia คุณไม่กังวลเหรอ?
Jay Park : จริงๆ แล้วผมก็กังวลนิดหน่อยครับ เพราะว่าอัลบั้มของผมมันค่อนข้างแตกต่างจากแนวเพลงในปัจจุบัน และผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าอัลบั้มนี้ยังขาดความน่าดึงดูดใจในคนหมู่มากอยู่

10asia ฉันได้ยินมาว่าคุณกังวลเกี่ยวกับคะแนนความนิยมของเพลงที่ต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนตัวเลขอัลบั้มที่ขายได้ มีอะไรอยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มั๊ยคะ?
Jay Park : อู้ว….. ด้วยความสัตย์จริงเลยนะครับ เพลงมันไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ ฮ่าๆๆๆ ผมรู้สึกแย่ในตอนแรก แต่ก็มีศิลปิน และแดนเซอร์ต่างมาบอกกับผมว่า “เพลงมันเยี่ยมไปเลย” แม้ว่ามันจะไม่ได้รับความนิยม ดังนั้นตอนนี้ผมเลยรู้สึกดีมากครับ และผมก็ไม่ได้รู้สึกอับอายอะไร ผมคิดว่าการได้รับการยอมรับจากศิลปินคนอื่นๆ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ

10asia เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณไม่รู้สึกผิดหวังนิดหน่อยเหรอ (ขาดการประชาสัมพันธ์)? ยกตัวอย่างเช่น มันน่าจะเป็นอะไรที่ดีนะหากได้รับโอกาสมากกว่านี้ในการสแปร๊ดเพลงในที่สาธารณะ ไม่ใช่จำกัดแค่เฉพาะกับแฟนๆ ที่ซื้ออัลบั้มเท่านั้น
Jay Park : ผมเดาว่าถ้าผมสามารถปรากฏตัวในรายการวาไรตี้โชว์ มันน่าจะช่วยสแปร๊ดเพลงได้มากขึ้น แต่ผมไม่มีเวลาอะครับ เพราะตอนนี้ผมยังต้องถ่ายหนังเรื่อง Mr. Idol อยู่, และส่วนใหญ่ก็ถ่ายกันที่ต่างจังหวัดด้วย ดังนั้นผมจึงพอใจกับกระแสตอบรับที่ได้จากอัลบั้ม แต่บอกตรงๆ นะ ผมว่ามันมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้ซะอีก ผมไม่เคยคิดเลยว่าอัลบั้มของผมมันจะดังได้ขนาดนี้ จริงๆ แล้วผมคิดว่าเพลงมันน่าจะฮิตมากกว่า ไม่น่าจะเป็นอัลบั้ม ดังนั้นมันเลยตรงกันข้ามกับที่คิดไว้อย่างสิ้นเชิงครับ ฮ่าๆๆ

10asia แหล่งที่มาของเพลงและอุตสหกรรมอัลบั้มเพลงตอนนี้มันค่อนข้างแตกต่างจากเมื่อก่อนตอนที่คุณทำกิจกรรมเมื่อ 2 ปีก่อนมั๊ย ?
Jay Park : แตกต่างมากครับ เอาจริงๆ นะ ผมว่ามันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแหล่ะ ถ้าคุณไม่ใช่ 2ne1 มันจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นตอนนี้ผมจึงอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของ 2NE1 ฮ่าๆๆๆๆ (อะไรของมัน ฮ่าๆๆๆ)

“ผมพยายามที่จะใช้สำนวนที่เป็นเอกลักษณ์ ตอนที่ผมเขียนเพลง”

10asia ทิศทางของดนตรีแบบไหนที่คุณนำมาใช้กับอัลบั้มนี้ หรือคุณมีพื้นฐานทางดนตรีประเภทใด?
Jay Park : ครับ, ผมฟังเพลงหลากหลายประเภทมากเลย อาทิ electro dance, pop, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาร์แอนด์บีในยุค 90s และฮิปฮอป ซึ่งเป็นแนวโปรดของผม ดังนั้นตอนนี้ผมก็เลยทำเพลง R&B และ hiphop, และผมก็อยากจะพิสูจน์ว่าผมสามารถทำมันได้ดี ผมรู้ว่่าคนที่รักเพลงอาร์แอนด์บีและฮิปฮอปมีจำนวนไม่มากเท่าไหร่หรอก แต่ผมก็ยังต้องการให้คนชอบเพลงของผม ดังนั้นผมควรจะทำมันให้ดีขึ้น

10asia ดังนั้นคุณเลยพยายามที่จะโน้มน้าวคนอื่นๆ ให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่คุณกำลังมองหา แทนที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นต้องการให้คุณทำ
Jay Park : เพราะว่ามันไม่น่าสนใจครับ ตอนที่ผมทำดนตรี ผมน่าจะสามารถสนุกกับมันได้ ถ้าผมทำในสิ่งที่ผมต้องการจะทำ และตราบใดที่ดนตรีมันดี มันก็จะดึงดูดคนจำนวนมาก ผมอยากจะทำต่อไปในแนวทางนี้ แต่ผมก็ได้รับการพัฒนาทั้งเรื่องดนตรีและทักษะของผมทีละขั้นทีละตอนนะครับ ผมมีอะไรมากมายหลายสิ่งที่ต้องการจะโชว์ ผมยังไม่ได้เปิดเผยอะไรอีกหลายอย่างเลยครับ

10asia สำหรับเสียงของนักร้องชาย เอกลัำกษณ์ที่เด่นชัดของเสียงคุณก็คือ “ความหวาน” คุณชอบเสียงของตัวเองมั๊ย?
Jay Park : ไม่เลยครับ คำว่า “เสียงหวาน” สำหรับผมมันหมายถึงเสียงเด็ก ผมคิดว่าผมไม่ชอบมันเพราะผมไม่ใช่นักร้องที่ดี ถ้าผมเป็นนักร้องที่ดีผมคงจะชอบคำนี้แล้วหล่ะ ผมยังคงต้องฝึกฝนต่อไปครับ

10asia เนื้อเพลงภาษาปะกิดของคุณมีสำนวนโวหารเยอะมาก แต่มันกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเนื้อเพลงภาษาเกาหลีของคุณ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเขียนเพลงเองทั้งอัลบั้ม?
Jay Park : โดยส่วนตัวนะครับ การเขียนเนื้อเพลงภาษาเกาหลีมันยังคงยากสำหรับผม ผมรู้คำศัพท์ไม่มากดังนั้นมันเลยมีท่อนซ้ำๆ อีกอย่างผมได้เริ่มเขียนแรพภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ ม.ปลาย ดังนั้นสำนวนของผมมันเลยไม่ซ้ำใคร ผมพยายามที่จะทำให้มันออกมาดูฉลาด แต่บางคนบอกว่ามันหน่อมแน้ม ฮ่าๆๆๆ

10asia จากเพลง “Abandoned” มีท่อนที่น่าสนใจ อาทิ “ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน ฉันก็ตามเธอไปเหมือนหมาตัวหนึ่ง” และ “เธอไปไหน ทำไมถึงทิ้งฉันไว้ที่นี่ลำพัง? ฉันเจ็บเจียนตาย เธอทำได้ยังไงกัน?” คุณเคยคิดมั๊ยว่าสำนวนเหล่านี้มันไม่ใช่สำนวนที่ใช้กันปกติในเพลงทั่วๆ ไป?
Jay Park : สุนัขปกติมันก็ตามเจ้าของของมัน ตอนที่ผมเขียนท่อนนั้นผมคิดแบบนี้ครับ แล้วผมก็ใส่ท่อนที่ว่า “เธอทำได้ยังไงกัน?” เพราะท่วงทำนองของเพลงครับ (พร้อมกับท่อนก่อนหน้านี้) การร้องมันก็ค่อนข้างเหมือนกับการพูดแหล่ะครับ และผมก็ไม่เห็นมีกฏไหนเกี่ยวกับการห้ามใช้สำนวนประเภทนี้ (เป็นตัวของตัวเองมาก ฮ่าๆๆๆ)

10asia แทร็คแรกคือ “Touch the Sky” เพลงที่คุณทำงานร่วมกับพี่เงียบThe Quiett และมันก็ทำให้พวกเราสงสัยว่าคุณสามารถเขียนเพลงนี้ให้ออกมามีชีวิตชีวาสดใส มากกว่าให้ออกมาเป็นเพลงที่แข็งกร้าวและดุดันได้ยังไงกัน
Jay Park : ผมเป็นคนประเภทที่พยายามจะคิดในแง่บวกนะครับ แม้ว่าเรื่องราวต่าง ๆ มันอาจจะดูยุ่งยาก แต่มันก็ไม่ใช่ว่ามันจะยุ่งยากไปตลอด เพลงนี้เป็นเพลงแรกเนื่องจากมันมีเนื้อหาที่ดี ผมอยากให้คนฟังได้รับความสดใสทันทีที่พวกเขาได้ฟังมัน นี่คือดนตรีที่ให้ความรู้สึกที่ดีครับ มันคือเพลงในแบบที่ผมอยากจะทำ

10asia แต่ว่าเพลง “Level 1000” ที่คุณทำงานร่วมกับ Dok2 กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงนะ คุณมีประสบการณ์จริงที่ยากลำบากเหมือนกับเนื้อหาของเพลง “ไม่เจ็บก็ไม่ได้มา/แม้ผมจะถูกยิงแต่ก็ไม่ตาย, แม้ว่าคุณจะปิดกั้นทางของผม ผมก็จะทลายทะลุผ่านมันไป” คุณทำได้ยังงัยในการที่จะทำเพลงที่ให้ความรู้สึกดีๆแทนที่คุณจะพยายามทำเพลงที่จะพิสูจน์ตัวคุณเองให้โลกได้รับรู้ในเมื่อคุณผ่านเหตุการณ์แย่ๆแบบนั้นมา?<a
Jay Park : อืมมม ไม่รู้ซิครับ บางทีอาจเป็นเพราะผมมักจะฉกฉวยช่วงเวลาดีๆ ของชีวิตเอาไว้ (คือการเป็นคนคิดบวกนั่นเอง)? ผมคิดว่าอาจจะเป็นไปได้นะ เพราะผมสนุกกับการเต้น การร้องและการแร็พ เพราะผมรักในเสียงเพลงครับ

10asia แม้ว่าคุณจะพยายามใช้ชีวิตอยู่โดยทำเพลงที่ให้ความรู้สึกที่ดี แต่ทุกๆ คำพูดและทุกๆ การกระทำของคุณกลายเป็นประเด็นให้พูดถึง และคุณก็ได้รับคอมเมนท์มากมายจากพวกเขา คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ายังไงบ้าง?
Jay Park : ผมไม่มายด์จริงๆ ครับ ผมเคยได้รับคอมเมนท์แย่ๆ มากมายจากบทความหรือสิ่งที่พวกเขาตอบกลับมา ฮ่าๆๆ มันเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่รู้จักผมเป็นการส่วนตัว ถ้าหากมันมาจากเพื่อนสนิทของผม มันคงจะทำร้ายความรู้สึกของผมมาก แต่นี่มันมาจากคนแปลกหน้าทั้งนั้นเลย ผมเคยรู้สึกแย่กับมัน ผมไม่สามารถยอมรับกับบางสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องจริง ซึ่งสิ่งนั้นมันอาจจะเป็นสาเหตุทำให้คนอื่นๆ เข้าใจผมผิดได้ ก่อนหน้านี้ผมอยากจะเคลียร์สิ่งเหล่านั้นเหมือนกันนะ แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันโอเคแล้วฮะตราบใดที่คนรอบตัวผมเข้าใจผมอย่างชัดเจน

10asiaแต่มันจะต้องน่าผิดหวังและยากที่จะจัดการกับมัน เมื่อคุณรู้ว่ามีบางคนอาจจะเกลียดคุณ เนื่องจากคุณมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับประชาชน คุณอาจจะรู้สึก “ผมหวังว่าพวกเขาจะไม่เกลียดผม” อะไรแบบนี้
Jay Park แต่มันเป็นไปไม่ได้ฮะที่ทุกคนจะชอบผม บอกตรงๆ นะครับ พวกเขาอาจจะเป็น haters หรือบางทีอาจจะเป็นแค่คนที่ไม่ชอบผม มันขึ้นอยู่กับรสนิยมของพวกเขา บางคนอาจจะเกลียดผม แต่บางคนก็อาจจะเกลียดคนอื่น ผมไม่สามารถจะทำอะไรได้มากนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ
href=”https://beebabies.files.wordpress.com/2011/06/jayparkdok2.jpg”&gt;
10asia ความคิดของคุณจะต้องแข็งแกร่งมากๆ ถึงจะทำให้มีรูปแบบความคิดเช่นนี้
Jay Park อืมมมม ด้วยความสัตย์จริงนะครับ มันยากมากจริงๆ ตอนที่ผมมาเกาหลีครั้งแรกเพื่อเป็นเด็กฝึก ผมร้องไห้และโทรหาแม่ของผมทุกๆ วันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ และบอกกับแม่ว่าผมอยากจะกลับบ้าน มีบางคนหัวเราะผมเพราะตอนนั้นผมอายุแค่ 19 เอง, ผมสามารถบอกได้เลยว่ามันยากสำหรับผมจริงๆ ครับ ฮ่าๆๆๆ มันเป็นเพราะว่าตอนนั้นผมไม่รู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ดังนั้นผมเลยออกกำลังกายหนักมาก ผมเคยวิ่ง 30 แทร๊ค (เท่ากับเท่าไหร่อะ???) ตอนกลางคืน หลังจากผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ผมก็คิดว่า “ผมสามารถทำได้ทุกสิ่งตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจ” ตอนนี้ผมยิ่งรู้สึกมีความสุขมากกว่าเวลานั้น ผมพยายามที่จะสร้างความคิดด้านบวกจากสถานการณ์ที่เลวร้าย เพราะความยากลำบากมันไม่มีตลอดไปหรอกครับ ผมทนมันได้.

“ผมกำลังคิดเกี่ยวกับการทำกิจกรรมในประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกันครับ”

10asia แทนที่คุณจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่าคุณให้ความสำคัญกับการพยายามที่จะประสบความสำเร็จกับเพื่อนที่คุณใกล้ชิดด้วยแม้ว่ามันอาจจะใช้เวลาที่นานกว่า
Jay Park : มันไม่สนุกหรอกหากใช้ชีวิตเพียงแค่คิดถึงแต่ตัวเอง และมันก็ไม่สนุกเช่นกันหากคุณจะประสบความสำเร็จโดยไม่มีใครร่วมยินดีกับมันด้วย มันจะมีประโยชน์อะไรหากคุณจะเอนจอยกับความสำเร็จนั่นเพียงลำพัง? แล้วคุณจะทำยังไงถ้าหากความสำเร็จเหล่านั้นมันหายไปในภายหลัง? ฮ่าๆๆๆ

10asia ความหมายของคำว่า “ความสำเร็จ” สำหรับคุณคืออะไร?
Jay Park : ความหมายของความสำเร็จนั้นแตกต่างออกไปตามแต่ละบุคคลครับ แต่ผมคิดว่าผมประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้วหล่ะ เพราะว่าความฝันของผมตั้งแต่เริ่มต้นเลยก็คือการที่ได้ดูแลครอบครัว และได้ยืนบนเวทีพร้อมกับ AOM มันเป็นความฝันที่เป็นไปไม่ได้เลยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันดูไร้สาระเมื่อคิดว่าจะทำคอนเสิร์ตกับ AOM หรืออะไรแบบนั้นหน่ะ แต่มันก็กลายมาเป็นความจริง เพราะเหตุนี้ผมว่าผมประสบความสำเร็จแล้วครับ

10asia ฉันได้เห็นพวกเขาให้อิสระต่อคุณในการทำเพลงและการสร้างทีมของคุณ วิธีการคอนแท็คกับเอเจนซี่ปัจจุบันของคุณที่ทำขึ้น มันช่างแตกต่างกับกลุ่มไอดอลเกาหลีมากเลย
Jay Park : มันแตกต่างมากๆ เลยครับ ก่อนที่ผมจะเซ็นสัญญากับพวกเขา พวกเราได้ทำข้อตกลงกันบางอย่าง แล้วที่มันเป็นไปได้เพราะพวกเราเชื่อใจกันและใจ ถึงแม้ว่าในตอนแรกพวกเขาพยายามที่จะตามผมให้ทันว่าผมกำลังพยายามที่จะทำดนตรีแบบไหนอยู่กันแน่ และแน่นอนครับพวกเขาก็ตั้งข้อสงสัยในแนวดนตรีของผม แต่หลังจากที่ผมได้ปล่อยเพลงออกมาหลายๆ เพลงไม่ว่าจะเป็น “Bestie” และ “Speechless” ทีละเพลงทีละเพลง และอัลบั้มก็ได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยม ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเริ่มเชื่อในตัวผม ถ้าผมสามารถแสดงให้พวกเขาได้เห็นและเข้าใจได้ ผมแน่ใจว่าเราสามารถสร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกันได้มากขึ้น แล้วก็ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

10asia ก่อนหน้านี้คุณเคยบอกว่าการสักก็เหมือนกับ “การแร็พและการเต้น” แต่พวกเขาสามารถวางข้อจำกัดต่อการทำกิจกรรมทางโทรทัศน์ของคุณได้ มันจะเป็นไปได้มั้ยว่าเจ้า tattoos เหล่านี้จะมาขัดขวางการปรากฎตัวของคุณในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านทางโทรทัศน์ของเกาหลี?
Jay Park : ก่อนอื่นเลย ผมจะไม่ไปสักที่แขนเพิ่มอีกแล้วครับ ฮ่าๆๆๆ ผมคิดว่าหนทางที่ผมต้องการจะประสบความสำเร็จนั้นมันไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับคนอื่น ผมพยายามที่จะไม่ก่อปัญหาให้กับผู้อื่น ผมแค่ทำดนตรีที่ผมต้องการเพราะผมชอบมัน และนอกจาเกาหลีแล้วผมก็กำลังคิดที่จะทำกิจกรรมในอเมริกาและประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกันครับ

10asia ชาวเกาหลีมีแนวโน้มที่จะขีดเส้นระหว่างพวกเขากับคุณ เนื่องจากสัญชาติของคุณ และการไม่ใช่คนเกาหลีโดยกำเนิด
Jay Park : ฮะ แม้ว่าทั้งพ่อและแม่ของผมจะเป็นคนเกาหลี แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับการที่ผมเกิดที่อเมริกา. ผมแค่ภูมิใจว่าผมมีเลือดเกาหลีในตัวผม และผมก็มักจะให้ความสนใจกับเหล่าแรพเปอร์ และศิลปินในอเมริกาซึ่งเป็นคนเกาหลี นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงเริ่มสนใจใน Choo Sung-hoon. และบอกตามตรงนะครับ พวกเราทั้งหมดคือคน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนเกาหลีหรืออเมริกาก็ตาม

10asia คุณยังต้องใส่ความพยายามในการที่จะใช้ชีวิตในสังคมเกาหลีอยู่มั๊ย?
Jay Park : ก็ไม่ขนาดนั้นนะครับ เพราะว่าผมเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานาน มันก็ 6 ปีแล้วนะ ผมว่าผมปรับตัวได้แล้วหล่ะ ก่อนหน้านี้ผมไม่ดื่ม (แอลกอฮอล์) เลยนะ แต่ตอนนี้ผมสามารถดื่มเพื่อเข้าสังคมได้แล้ว, ผมปรับตัวได้หมดแล้วฮะ ฮ่าๆๆๆ

10asia คุณรู้สึกได้ถึง “ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม” ตอนที่คุณต้องเดินทางไปมาระหว่างต่างประเทศกับเกาหลีบ้างมั๊ย?
Jay Park ทุกที่ที่ผมไป มันมักจะแตกต่างกันเล็กน้อยเสมอครับ และผมก็สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว มันยากสำหรับผมที่จะใช้ชีวิตอยู่เกาหลีตอนที่ผมจากอเมริกามาที่นี่ครั้งแรก แต่หลังจากที่ผมใช้ชีวิตทั้งที่นี่และที่อเมริกา ไปยังที่ต่างๆ มากมาย, ทานอาหารหลากหลายชนิด, ทำคอนเสิร์ต และพบปะกับแฟนๆ ที่หลากหลาย ตอนนี้ผมไม่เซอร์ไพรซ์กับอะไรแล้วครับ ผมอาจจะคิดว่า “อ่าาาา นี่คือวิธีทำงานของที่นี่ซินะ” ความหมายก็คือ เกาหลีและอเมริกาต่างก็เชื่อมโยงถึงกันเนื่องจากอยู่บนโลกเดียวกัน หากผืนแผ่นดินของโลกเกิดถูกทำลาย ทุกคนก็ตายไปด้วยกันหมดแหล่ะครับ ฮ่าๆๆๆ

SOURCE: 10ASIA; TRANSLATOR: idlenesswego@JAYPARK.NET
แปลไทยตามใจฉันโดย แจมแฟนเจย์ หุๆ heisjaypark.com
credit : http://www.heisjaypark.com/

เมื่ออ่านจบแล้วคุณได้อะไรจากบทสัมภาษณ์นี้ไหมคะ คุณพยายามลุกขึ้นจากชีวิตแย่ๆของคุณได้หรือยังคะ บีว่าหลายคนน่าจะคิดได้แล้วหละค่ะ ว่าที่เขากลับมาได้ ไม่ใช่แค่เพราะเขามีดีที่หน้าตา หรือว่าหกห่ออันชวนเลือดกำเดาพุ่ง แต่เขามีดีที่ความคิด จิตใจ และความสามารถค่ะ เพียงแค่คุณคิดบวกก็สร้างสรรสิ่งดีๆให้แก่คุณได้มากมาย ต่อแต่นี้เรามาเริ่มคิดบวกกันนะคะ

white lie

เรามักจะมองการโกหกเป็นตัวร้าย และตัวน่ารังเกียจเสมอๆ แต่ท่ามกลางความน่ารังเกียจนั้น
มีการโกหกอยู่ชนิดหนึ่งในโลก เรียกว่า white lie แปลตรงตัว คือการโกหกที่เป็นสีขาว
คือ การกล่าวคำโกหกออกมาเพื่อ “ช่วย” คนอื่นที่มิใช่ตัวเอง
โดยเฉพาะ คนที่เราห่วง หรือรัก เช่น ถ้าคนที่เรารักป่วยหนัก และอาจจะไม่รอด
กรณีนี้ เราจะพูดความจริงออกไปว่าเขาจะต้องตายหรือ หรือเราจะเลือกการโกหก บอกว่าเขาจะหายและอยู่กับเราต่อไป…เหรียญมีสองด้านเสมอ
อยู่ที่คนใช้มัน ว่าใช้เพื่อใคร…เพื่ออะไร

2010 in review

The stats helper monkeys at WordPress.com mulled over how this blog did in 2010, and here’s a high level summary of its overall blog health:

Healthy blog!

The Blog-Health-o-Meter™ reads Wow.

Crunchy numbers

Featured image

The Louvre Museum has 8.5 million visitors per year. This blog was viewed about 79,000 times in 2010. If it were an exhibit at The Louvre Museum, it would take 3 days for that many people to see it.

In 2010, there were 13 new posts, growing the total archive of this blog to 115 posts. There were 28 pictures uploaded, taking up a total of 2mb. That’s about 2 pictures per month.

The busiest day of the year was January 14th with 601 views. The most popular post that day was อาหารไทย 4 ภาค Thailand Food 4 Region.

Where did they come from?

The top referring sites in 2010 were google.co.th, search.conduit.com, th.wordpress.com, search.sanook.com, and ranthong.com.

Some visitors came searching, mostly for ลายไทย, kim hyun joong, ss501 kim hyun joong, ประเทศไทย, and เพื่อน.

Attractions in 2010

These are the posts and pages that got the most views in 2010.

1

อาหารไทย 4 ภาค Thailand Food 4 Region April 2009
5 comments

2

“Kim Hyun Joong” Extra Ordinary Man June 2009
60 comments

3

10 คำถามกับ Kim Hyun Joong and ss501 July 2009
28 comments

4

IN LOVE WGM August 2009
36 comments

เธอคือคำว่า “รัก”

อย่า…มองหาความรักด้วยสายตา
แต่ให้มองหาความรักด้วยใจ
อย่า…เชื่อคำว่ารักที่ได้ยินจากสองหูทั้งสอง
แต่ให้เชื่อคำว่ารักที่ดังก้องมาจากความรู้สึก
และส่วนลึกของหัวใจ. . .
ความรักเป็นสิ่งที่มีค่า
แต่มันจะไร้ ค่าถ้าไม่มอบให้ใคร
หากวันนึงเราพบใครสักคน
ที่มองเห็นคุณค่าความรักของเราแล้วล่ะก้อ
มอบความรักให้เค้าไปเถอะ
แล้วเราจะรู้ว่า. . .ความรักนั้นมีค่าและมีความหมายเพียงใด

เริ่มเดือน “สิงหาคม” อีกปีแล้ว เป็นปีที่เท่าไหร่ ไม่อยากจำ ไม่รับรู้ ไม่ ยอมรับความจริงทั้งหลาย นับตั้งแต่วันที่เค้าจากไป ฉันยังไม่สามารถลืม ใครคนหนึ่งซึ่งตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเค้าอยู่ไหน เป็นอย่างไร? เค้ายังจำ ฉันได้ไหม? สิ่งที่รู้เพียงอย่างเดียว คือภาพความทรงจำระหว่างฉันกับ เค้า เราได้มีความสุข/ทุกข์ร่วมกัน เวลาเรามีกันและกัน แม้เป็นเพียง เวลาช่วงสั้นๆ แต่ดูเหมือนทุกอณูในความทรงจำของฉันกลับมิเคยลืม เค้ายังคงแจ่มชัดในดวงตา ในหัวใจ แม้จะมีใครผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย แม้พบกับรักครั้งใหม่ แต่เค้ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของใจฉันเสมอเวลาฉันท้อแท้ พ่ายแพ้ให้ทุกสิ่ง เค้าเป็นเสมือนกำลังใจของฉันตลอดเวลา “เพียงแค่ฉันหลับตา” จะเห็นภาพเค้าผู้เป็นที่รักกำลังยิ้มแยกเขี้ยวให้ฉันอยู่เสมอ เค้าสอนให้ฉันรู้จักคำว่า “รักบริสุทธิ์” การเสียสละ ไม่ต้องการครอบครอง ไม่ต้องการเป็นเจ้าของ ไม่ต้องการสิ่งใดๆ ตอบแทนขอแค่ได้เห็นเค้ามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุข มีอนาคตที่สวยงาม มีรักที่ดี แม้รักนั้นไม่ใช่ฉัน จะไม่มีการรอคอย หรือหวังสิ่งใดตอบแทนนอกจากความปรารถนาดีที่มีให้ นี่เป็นบทเรียนแห่งชีวิตสุดท้ายที่เค้าสอนฉันเอาไว้ ด้วยชีวิตของเค้าเช่นกัน ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะเข้มแข็งไม่ร้องไห้ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันลืมเค้า บางคนอาจใช้เวลาเพื่อลืมบางสิ่ง แต่ฉันกลับใช้เวลาในการเก็บความทรงจำทุกสิ่ง เกี่ยวกับเค้าตราบนานเท่านาน เป็นส่วนหนึ่งในหัวใจและจิตวิญญาณ หากมีสิ่งใดที่ฉันจะเสียใจคงมีเพียงอย่างเดียว คือฉันรักเค้าน้อยไป ฉันไม่ยอมสู้เพื่อเรา ไม่ได้ทำความรักของเราให้เต็มที่ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะเพราะตอนนี้ฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังยิ้มได้ มีความสุขได้ แม้ฉันไม่สามารถมองเห็นเค้าด้วยตาเปล่า แต่ฉันรู้สึกถึงเค้ากำลังโอบกอดเวลาฉันร้องไห้ อยู่ใกล้ๆคุ้มครองฉันตลอดเวลากระทั้งฉันมีแรงพอที่จะยืนได้อีกครั้ง และ ฉันจะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อบนโลกใบนี้ในส่วนของฉัน และแทนในส่วนของเค้าด้วย และ ฉันมั่นใจว่าอีกไม่นานเราจะได้พบกัน”สุดที่รัก”ของฉัน

“ปวีณ คูสามารถ” คนที่รอ “ชญานิษฐ์ บูรณสินวัฒนกูล” คนรอ

การที่เรายืนรอใครที่ค้นหามานาน
ถึงแม้จะเมื่อยและทรมาณ
แต่มันก็ทำให้เรารู้คุณค่าและความหมายของมัน
มากกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
การที่เราสูญเสียมาแล้วครั้งหนึ่ง
ทำให้เรารู้คุณค่าของสิ่งนั้นจนไม่อาจยอมสูญเสียได้อีกครั้ง
มิเช่นนั้นการรอคอยจนมาถึงวันนี้ก็สูญเปล่า
แม้แต่ปาฏิหารย์ก็ไม่สามารถเกิดได้ทุกครั้ง